เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ

หอประภาคารฟาโรส

ชื่อสถานที่ :หอประภาคารฟาโรส (The Lighthouse of Alexandria (Pharos))

สถานที่ตั้ง :เกาะฟาโรส เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์

ปัจจุบัน :ไม่เหลือซาก

—-> ประภาคารนี้ทำด้วยหินอ่อนสีขาวสลักลวดลาย วิจิตรงดงาม ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ท่าเรือของเกาะฟาโรส สร้างในสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่สองของอียิปต์ช่วงปี 270 ปีก่อนคริสตกาล ออกแบบโดยสถาปนิกชาวกรีกชื่อโซสตราโตส

lighthouse3(ภาพแสดงหอประภาคาร)

—-> ตามหลักฐานคาดว่าประภาคารนี้สูงประมาณ 134 เมตร ช่วงล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยม ช่วงกลางเป็นรูปแปดเหลี่ยม และช่วงบนเป็นทรงกลม ยอดบนสุดของประภาคารนี้ มีภาชนะสำหรับใส่ถ่าน ซึ่งลุกโชติช่วงทั้งวันทั้งคืนเพื่อเป็นไฟสัญญาณไฟบนยอดประภาคารนี้เห็นได้ ไกลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึง 40 กิโลเมตร และช่วงบนมีกระจกขนาดใหญ่ ตามตำนานเล่าขานกันมา กระจกนี้สะท้อนเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในกรุงคอนสแตนติโนเปิล ข้ามไปจนถึงภาคตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเอเชียไมเนอร์

The-Great-lighthouse-at-Alexandria-8(ภาพวาดแสดงหอประภาคารฟาโรส)

—-> ยังมีการเล่าต่อกันมาอีกว่ากระจกนี้ยังมีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชสำคัญสะท้อนแสงอาทิตย์ไปเผา เรือศัตรูในทะเล เพราะเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเหล่านี้ ทำให้ประภาคารแห่งเมืองอเล็กซานเดรียนี้มีชื่อเสียง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก แม้ว่าไม่ใช่ประภาคารแห่งแรกในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแต่ก็เป็นอันที่ใหญ่ที่สุด ประภาคารนี้ได้ชื่อมาจากชื่อเกาะที่มันตั้งอยู่ คือ ฟาโรส และกลายมาเป็นชื่อเรียกประภาคารในภาษาต่าง ๆ

The-Great-lighthouse-at-Alexandria-3(ภาพวาดจำลองหอประภาคารฟาโรส)

—-> ประภาคารฟาโรสตั้งตระหง่านนำทางสัญจรของเรือเข้าสู่เมืองอเล็กซานเดรียมาเป็นเวลา 9,000 ปี จนกระทั่งพวกอาหรับเข้ายึดครองเมือง ประภาคารก็ถูกรื้อทิ้งไป เล่ากันมาว่าพวกอาหรับถูกสายลับซึ่งจักรพรรดิแห่งคอนสแตนติโนเปิลส่งมาหลอกลวงให้ทำลายประภาคารเสีย เพื่อไม่ให้ใช้มันเป็นประโยชน์ในการเดินเรือของพวกมุสลิม สายลับอ้างว่าข้างใต้ประภาคารมีขุมทรัพย์ฝังอยู่ แต่หลังจากประภาคารถูกทำลายไปแล้วพวกอาหรับถึงตระหนักว่าเสียรู้ ในช่วงนั้นกระจกขนาดใหญ่ก็หล่นร่วงลงมาและแตกละเอียดเป็นผุยผง มีบางส่วนของประภาคารหลงเหลือ และส่วนนี้ก็ยังคงมีอยู่ให้เห็นจนปี ค.ศ. 1375 จนแผ่นดินไหวในเมืองอเล็กซานเดรีย ทำให้ประภาคารแห่งนี้พังทลายลงมาจนสิ้นซาก

 

วีดิโอจำลองแสดงการสร้างหอประภาคารฟาโรส

Categories: ประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย | แสดงความคิดเห็น

สุสานมุสโซเลียมแห่งฮาลิคานาสซัส

halicarnassus(ภาพจำลองสุสานของกษัตริย์โมโซรุส)

ชื่อสถานที่ :สุสานของกษัตริย์โมโซรุส (The Mausoleum at Halicarnassus)

สถานที่ตั้ง :เมืองฮาลคาร์นาซซัส ประเทศตุรกี

ปัจจุบัน :ยังมีซากหลงเหลือ

—-> สุสานมุสโซเลียมแห่งฮาลิคานาสซัสหรือโมโซรุส กษัตริย์แห่งเอเซียไมเนอร์ หรือเปอร์เซียในปัจจุบัน สร้างโดยพระมเหสีชื่อ อาเตมีสเซีย ซึ่งเป็นทั้งพระขนิษฐาของพระองค์ด้วย ความตายของพระสวามี ทำให้พระนางเสียพระทัยมากถึงขนาดผสมเถ้าถ่านกระดูกของพระสวามีกับเครื่อง ดื่มของพระองค์ จึงสร้างสุสานไว้เป็นที่ระลึก คำว่า MAUSOLEUM จึงถูกใช้ขนานนามสุสานขนาดใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา

seven-wonders-of-the-ancient-world4(ภาพวาดแสดงสุสานของกษัตริย์โมโซรุส)

—-> สุสานเก่าแก่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้ เป็นผลงานของนายช่างผู้สร้างสรรค์ทั้ง 4 คน ด้วยกัน คือ ฟิดิอัส , ชาติรัสบายฮาซีส , สโคปปาส และ ทิโมทิอัส สร้างด้วยหินอ่อน ในปี ค.ศ. 156 – 190 มีขนาดสูงถึง 140 ฟุต ฐานโดยรอบยาวถึง 460 ฟุต บนยอดสุดเป็นพื้นเหลี่ยม เล็กกว่าฐานล่าง ได้ปั้นเป็นรูปราชรถและม้า 1 ชุด กำลังวิ่ง และมีกษัตริย์พระมเหสียืนอยู่บนราชรถม้า ประกอบด้วยลวดลาย สวยงามมาก

mausoleum04(ภาพวาดแสดงสุสานของกษัตริย์โมโซรุส)

—-> ในปัจจุบันนี้เหลือแต่ซากปรักหักพังบางส่วนบางส่วนเพราะเกิดแผ่นดินไหวใน ศตวรรษที่ 12 – 13 ขึ้นและชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของประเทศอังกฤษชื่อ บริทิช มิวเซียม

วีดิโอแสดงการสร้างสุสานของกษัตริย์โมโซรุส

Categories: สุสานมุสโซเลียมแห่งฮาลิคานาสซัส | แสดงความคิดเห็น

เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส

ชื่อสถานที่ :เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส (The Colossus of Rhodes)

สถานที่ตั้ง :เกาะโรดส์ ประเทศกรีซ

ปัจจุบัน :ไม่เหลือซาก

b(6)(ภาพเทวรูปเทพเจ้าอพอลโล)

—-> เป็นรูปของเทพเจ้า เฮลิออส หรือ อพอลโล สูงประมาณ 32 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 295 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบานใหญ่ติดอยู่บนอก ทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน

http://earthstation1.simplenet.com(ภาพวาดขาวดำของรูปปั้นอพอลโล)

—-> ประวัติความเป็นมาของรูปปั้นนี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยปี 312 ก่อนคริสตกาล ชาวเกาะโรดส์ได้ตัดสินใจ ร่วมรบกับพระเจ้าปโตเลมีแห่งอียิปต์ จากการรุกรานของชาวแมซีโดเนียน พวกแมซีโดเนียนเข้าล้อมเกาะไว้ด้วยเรือและทหาร มากมาย แต่ชาวเกาะโรดส์ก็ได้ตีกลับ และเกิดการปะทะกันอยู่เกือบปีจนได้รับชัยชนะ ในบรรดาผู้ที่ร่วมปกป้องเกาะโรดส์ก็มี ปฏิมากรผู้หนึ่งชื่อว่า ชาเรส แห่ง ลินดัส ด้วยความยินดีปรีดาของชาวโรดส์ และเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการหลุดพ้นจากชาว แมซีโดเนียน ชาร์เรส จึงได้รับมอบหมายให้สร้างรูปปั้นบรอนซ์มหึมาของเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์หรือ อพอลโล

colossus03(ภาพวาดสีของเทวรูปอพอลโล)

—-> รูปปั้นโคลอสซัสมีอายุสั้นที่สุดเพียว 56 ปีเท่านั้น แผ่นดินไหวเมื่อ 224 ปีก่อนศริสตกาลทำให้รูปปั้นมหึมาพัง ทลายลงมาระเนระนาด ชิ้นส่วนต่าง ๆ ยังคงหลงเหลืออยู่ในต้นศตวรรษแรกเมื่อพวกอาหรับยึดครองเกาะโรดส์ในสมัย ศตวรรษที่ 7 รูปปั้นโคลอสซัสถูกขายต่อไปยังพ่อค้าชาวยิว การขนย้ายต้องใช้อูฐเป็นร้อยและวนเวียนถึงเก้าเที่ยว

rhodes_02(การก่อสร้างเทวรูปอพอลโล)

วีดิโอการสร้างเทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส

Categories: อนุสาวรีย์โคโลสซูส | แสดงความคิดเห็น

เทวรูปเทพเจ้าซีอุส

ชื่อสถานที่ :เทวรูปเทพเจ้าซีอุส (The Statue of Zeus at Olympia)

สถานที่ตั้ง :เมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ

ปัจจุบัน :ไม่เหลือซาก

—-> อนุสาวรีย์นี้เป็นรูปสลักเทพเจ้าซีอูส นั่งบนบัลลังก์สีทองที่แกะสลักด้วยงาช้างจำนวนมากมาประกอบกันขึ้น ผู้ที่ปั้นเทวรูปซีอุสนี้ เป็นปฏิมากรเอกชาวกรีก ชื่อ ฟีดีอัส เป็นคนเดียวกับที่สร้างวิหารพาเธนอน ในกรุงเอเธนส์ และสนามกีฬาโอลิมปิค

a9500(ภาพเทวรูปซีอุส)

—-> เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่างปี ค.ศ. 53 – 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of Victory) มีเครื่องประดับ ประดาด้วยทองคำล้วน

the statue of zeus at olympia(เทวรูปซีอุส)

—-> ชาวโรมันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จูปีเตอร์ ชาวกรีกได้เรียกเทวรูปนี้ว่า ซุส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้นำแห่งเทพเจ้า ชาวกรีกนับถือมากที่สุดในยุคนั้น ใครจะออกเดินทางไปเมืองใดต้องมาพรจากพระองค์เสียก่อน  แต่บัดนี้ไม่มีหลักฐานให้เป็นที่ชมได้เพราะได้ถูกไฟเผาไหม้หมดทั้งองค์ในปี ค.ศ. 476 คงเห็นภาพในเหรียญ ตราโบราณ และจากจินตนาการที่ได้มาจากคำบอกเล่า หรือ นิยายปรัมปราเท่านั้น แต่ความงาม ความใหญ่โตศักดิสิทธิ์ ยังคงเป็นที่ยกย่องเล่าลือมาจนถึงปัจจุบันนี้

วีดิโอเทวรูปเทพเจ้าซีอุส

Categories: อนุสาวรีย์เทพเจ้าซีอุส (จูปีเตอร์) แห่งโอลิมเปีย | แสดงความคิดเห็น

วิหารไดอานาหรือมหาวิหารอาร์เทมีส

ชื่อสถานที่ :มหาวิหารอาร์เทมีส (The Temple of Artemis (Diana))

สถานที่ตั้ง :เมืองเมืองเอเฟซุส ประเทศตุรกี

ปัจจุบัน :ยังมีซากหลงเหลืออยู่บ้าง

  the temple of artemis(ภาพร่างวิหารไดอานา)

—-> วิหารไดอานาหรือมหาวิหารอาร์เทมีสเป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เลียบแบบศิลปะแบบกรีก เพื่อถวายเทพเจ้าอาร์เทมีส (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของกรีก) ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุส  บนชายฝั่งแห่งหนึ่ง  (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือประเทศตุรกี) ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งกรีก จัดเป็นวิหารที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า

a94961(ภาพร่างวิหารไดอานา)

—-> วิหารนี้มีเนื้อที่ถึง 54,720 ตารางฟุต ตัวอาคารมีความกว้างถึง 400 ฟุต บริเวณโดยรอบวัดแห่งนี้กินเนื้อที่เกือบ 2 เอเคอร์ และมีเสาหินตั้งตระหง่านรอบตัวอาคารมากกว่า 100 เสาหิน แต่ละเสาหินมีเส้นผ่านศุนย์กลาง 6 ฟุต ความสูง 60 ฟุต หลังคาปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าชื่อว่า อาร์ทิมีส หรืออีกชื่อหนึ่งว่า  ไดอาน่า ประชาชนจะนำสิ่งของมาสักการะบูชา ส่วนมากเป็นสิ่งของมีค่ามากมาย  ตัววิหารเคยถูกไฟไหม้เสียหายครึ่งหนึ่งแต่ได้รับการซ่อมแซมใหม่โดยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์

ซากที่เหลือ(ภาพซากที่เหลืออยู่ของวิหารไดอาน่า)

—-> วิหารแห่งนี้ได้ถูก ทำลายสิ้น ก่อนปี ค.ศ. 262 จึงเหลือแต่ซากปรักหักพังเก็บไว้ชมอยู่ในกรุงอิสตันบลู ประเทศตุรกี   ด้วยเหตุนี้มหาวิหารที่อุทิศแด่เทพอาร์เทมีส  ปัจจุบันจึงแทบไม่เหลืออะไร  มีนักโบราณคดีพยายามจินตนาการวิหารทั้งหลัง มีหลายแบบด้วยกันแต่ดูเหมือนว่าจะมีข้อผิดพลาดกันอยู่

วีดิโอการสร้างวิหารไดอาน่า

Categories: วิหารไดอานาแห่งเมืองเอฟิซูส | แสดงความคิดเห็น

สวนลอยบาบิโลน

ชื่อสถานที่ : สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (The Hanging Gardens of Babylon)

สถานที่ตั้ง :กลางทะเลทราย เมืองแบกแดด ประเทศอิรัก

ปัจจุบัน :ทั้งสวนและผนังดังกล่าวทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือซากแล้ว

—-> สวนลอยบาบิโลน จัดเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรติส ประเทศอิรักในปัจจุบัน สร้างโดยกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่ 3 แห่งกรุงบาบิโลเนีย สร้างให้แก่มเหสีของพระองค์ชื่อ พระนางเซมีรามีส สร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช สูงประมาณ 75 ฟุต กินพื้นที่ 400 ตารางฟุต ระเบียงทุกชั้นได้รับการตกแต่งด้วยไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนพุ่มชนิดต่างๆ มีระบบชลประทานชักน้ำจากแม่น้ำไทกริสไปทำเป็นน้ำตกและนำไปเลี้ยงต้นไม้ตลอดปี สวนนี้ได้พังทลายลงจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อหลังศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช

103

—-> สวนลอยแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตกาล โดยก่อเป็นเนินสูงซ้อนกันเป็นชั้นสูง ๆ สูงถึง 328 ฟุตหรือ 100 เมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงแข็งแกร่งหนาถึง 23 ฟุต หรือ 7 เมตร แต่ละชั้น สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและปลูกดอกไม้พืชพันธุ์ต่าง ๆ ไว้จำนวนมาก พันธ์พฤกษ์สารพัดชนิดจากทุกมุมโลก รวมทั้งไม้ดอกและไม้เลื้อย บันไดที่พาขึ้นไปสู่สวนกว้างขวางทำด้วยหินอ่อนข้างใต้บันไดมีซุ่มคอยรับน้ำหนัก ข้างบนเฉลียงของสวนลอยมีถังน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงน้ำพุ น้ำตก และสายน้ำต่าง ๆ บนสวนลอย   โดยน้ำจำนวนมากมายนี้ สูบมาจากแม่น้ำยูเฟรติสโดยทาส โดยชักน้ำจากเบื้องล่างขึ้นไปสู้ชั้นสูงสุดแล้วปล่อยให้ ไหลลงมาสู่ชั้นต่าง ๆ เบื้องล่าง

babylon_2
—-> กลุ่มพ่อค้าที่เดินทางในทะเลทรายมาสู่เมืองนี้ จะได้เห็นสวนลอยแห่งนี้อยู่สูงเด่นเห็นแต่ไกล จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทิศ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฎว่ากรุงบาบิโลน อยู่ในเมืองแบกแดก ของประเทศอิรักในปัจจุบัน   หลังจากพระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์สิ้นพระชนม์ลงได้ 22 ปี อาณาจักรนี้ก็ตกเป็นของจักรพรรดิไซรัสมหาราชแห่งเปอร์เชีย

hanginggardens1
—-> สันนิษฐานกันว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนนี้ ยังคงอยู่คู่เมืองจนถึงวศรรตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ปัจจุบันนี้ส่วนที่หลงเหลืออยู่ให้เราได้ชมก็คือบ่อน้ำและโค้งซุ้มประตูหนึ่งหรือสองอัน และนิยาย คำร่ำลือสืบต่อ ๆ กันมา

วีดิโอการสร้างหอคอยบาบิโลน

 

วีดิโอเมืองบาบิโลน แบบ 3D

Categories: สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน | แสดงความคิดเห็น

พีระมิดแห่งกีซา

—-> พีระมิดคูฟู หรือ พีระมิดคีออปส์ นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า มหาพีระมิดแห่งกีซา (The Great Pyramid of Giza) เป็น พีระมิดในประเทศอียิปต์ที่มีความใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุด ในหมู่พีระมิดทั้งสามแห่งกีซา เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัย ฟาโรห์คูฟู (Khufu) แห่ง ราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือกว่า 4,600 ปีมาแล้ว เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระศพ ไว้รอการกลับคืนชีพ ตามความเชื่อของชาวอียิปต์ในยุคนั้น มหาพีระมิดนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเป็นหนึ่งเดียว ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

พีร(ภาพสฟริงซ์และพีระมิดกีซาในระยะใกล้)

—-> เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จในสมัยของฟาโรห์คูฟู มหาพีระมิด มีความสูงถึง 147 เมตร (481 ฟุต หรือประมาณเท่ากับอาคารสูง 40 ชั้น เมื่อคิดความสูงที่ชั้นละ 3.5 เมตร) นับจากก่อสร้างแล้วเสร็จ พีระมิดคูฟูนับเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลก เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานถึง 43 ศตวรรษ จนกระทั่ง มีการก่อสร้าง มหาวิหารลินคอล์น (Lincoln Cathedral) ที่ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมียอดวิหารสูง 160 เมตร ในปี พ.ศ. 1843 (ค.ศ. 1300) ซึ่งต่อมายอดวิหารนี้ถูกพายุทำลายในปี พ.ศ. 2092 (ค.ศ. 1549) แต่ขณะนั้นส่วนยอดพีรามิดคูฟูก็สึกกร่อนลงจนมีความสูงไม่ถึง 140 เมตร ทำให้ วิหารเซนต์โอลาฟ (St. Olav’s Church) ในประเทศเอสโตเนีย ซึ่งเพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2062 (ค.ศ. 1519) กลายเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลกด้วยความสูงของยอดวิหาร 159 เมตร ปัจจุบันมหาพีระมิดมีความสูง ประมาณ 137 เมตร ซึ่งต่ำกว่าเมื่อแรกสร้างประมาณ 10 เมตร และรัฐบาลอียิปต์ได้ดำเนินการติดตั้ง โครงโลหะเพื่อแสดงถึงความสูงที่แท้จริง ขณะก่อสร้างแล้วเสร็จ ไว้ที่ส่วนยอดของ มหาพีระมิดคูฟู

พี(ภาพสฟริงซ์และพีระมิดกีซาในระยะไกล)

—-> รูปทรงของพีระมิดมีลักษณะเฉพาะตัว ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ประกอบด้วยด้านสามเหลี่ยม 4 ด้าน ยอดสามเหลี่ยมแต่ละด้าน เอียงเข้าบรรจบกัน เป็นยอดแหลม ฐานทั้ง 4 ด้านของพีระมิด กว้างด้านละประมาณ 230 เมตร (756 ฟุต กว้างกว่า สนามฟุตบอล ต่อกัน 2 สนาม) คิดเป็นพื้นที่ฐานประมาณ 53,000 ตารางเมตรหรือประมาณ 33 ไร่ ฐานล่างสุดของพีระมิด ก่อขึ้นบนชั้นหินแข็ง ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ชั้นทราย เพื่อป้องกันปัญหา การทรุดตัวของชั้นทราย ซึ่งจะมีผล กับความคงทนแข็งแรง ของโครงสร้างพีระมิด ผิวหน้าแต่ละด้านของ พีระมิดคูฟู ทำมุมเอียงประมาณ 52 องศา ซึ่งมีส่วนทำให้พีระมิด คงทนต่อการสึกกร่อน อันเนื่องมาจากพายุทราย

foreign1143(ภาพพีระมิดกีซาอันยิ่งใหญ่)

—> สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือด้านทั้ง 4 ของพีระมิดหันออกในแนวทิศ เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ถูกต้องแม่นยำตามทิศจริงไม่ใช่ตามทิศเหนือแม่เหล็ก จึงไม่ใช่การกำหนดทิศด้วยเข็มทิศ ตำแหน่งของพีระมิดนั้น คลาดเคลื่อนจากทิศเหนือเพียง 3 ลิปดา 6 ฟิลิปดา แสดงถึงความสามารถของ ชาวอียิปต์โบราณ ในการประยุกต์ความรู้ทางดาราศาสตร์ มาใช้ในการกำหนดทิศทางได้เป็นอย่างดี

3dgreatpyramid(ภาพจำลองด้านในของพีระมิดกีซา)

—> นอกจากนี้คนงานก่อสร้างพีระมิดคูฟูยังสามารถทำงานได้อย่างเที่ยงตรงน่าทึ่ง โดยหินตรงส่วนฐานของพีระมิดจัดวางได้เสมอกัน มีความคลาดเคลื่อน เพียงไม่ถึง 2.5 เซนติเมตร และแต่ละด้านของฐานพีระมิด มีความกว้างคลาดเคลื่อนจากกัน เพียงไม่เกิน 8 นิ้ว หรือคิดเป็นเพียง 0.09 % ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับขนาดงานก่อสร้าง และระดับเทคโนโลยีในขณะนั้น

วีดิโอการทำพีระมิดกีซา

Categories: มหาพีระมิดแห่งกีซา | แสดงความคิดเห็น

บลอกที่ WordPress.com . The Adventure Journal Theme.

mt082

ภูมิศาสตร์ทวีปยุโรป

YUTTASIN090

เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สากล และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเวลา และอารธรรมสำคัญ

【 Atichit S. 】

✿ Living in Freedom & Crazy on ✿

Supawan ^___^

อารยธรรมเอเชียใต้ (ล่มแม่น้ำสินธุ)

yingpew103

This WordPress.com site is the cat’s pajamas

HIENG 080

ณ สถานที่แห่งนี้ มีเรื่องราว พัฒนาการ การต่อสู้ และประชาธิปไตยในสยามประเทศ

Khanaporn072

Korean civilization : อารยธรรมเกาหลี

mt068

ภูมิศาสตร์ทวีปอเมริกาใต้

hattaya099

สันติสุขคือ อะไร...................

PAOTHAI_benzene+++

OLYMPIC เกมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ

social084

พระยาโบราณราชธานินทร์ สยามินทรภักดี พิริยะพาหะ

vora079

This WordPress.com site is the cat’s pajamas

laddawan06510091

พระพุทธรูปปางประจำวันเกิด

cherrykiss077

ภาวะโลกร้อน (Global Warming)

Supagid0098

ภูมิปัญญาวิวัฒธนานุสรณ์ ภัสตราภรณ์เอนกอมร เพริดพริริยะพัฒนากรสยามเมือง

jirayu074

GERMANY

adshara101

ย้อนอดีต กรุงสุโขทัย

withsara094

สังเวชณียสถาน ๔

Duangjai Pliansree

ยินดีต้อนรับ เข้าสู่เว็บไซต์แห่งการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

ketwalee06510071

ย้อนรอยสู่ อาณาจักรอยุธยา ราชธานีเก่าของแผ่นดินไทย

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 779 other followers